บทความ - Benz C Class กับวิวัฒนาการจากรุ่นสู่รุ่น



Benz C Class เบนซ์ C Class 2020 เช่ารถเบนซ์ ขับรถเบนซ์ เช่ารถเบนซ์พร้อมคนขับ

Share :

Benz C Class กับวิวัฒนาการจากรุ่นสู่รุ่น



Benz C Class กับวิวัฒนาการจากรุ่นสู่รุ่น

หากจะกล่าวถึงรถเบนซ์รุ่นที่ขายดีที่สุดของตระกูลเมอร์เซเดส-เบนซ์แล้ว หลายคนคงนึกออกว่าต้องเป็นรุ่น Benz C Class รุ่นน้องเล็กสุดที่ขายดีที่สุดเช่นกัน ด้วยความที่ผลิตรถรุ่นนี้มาตั้งแต่ปี 1993 เป็นเวลามากกว่า 27 ปีแล้วที่รถคันนี้ออกสู่ตลาดด้วยยอดขายดีอย่างต่อเนื่อง ทำให้ Benz C Class ยังคงเป็นที่ต้องการในหมู่ฐานลูกค้าที่อยากได้รถหรู แต่ใครจะรู้บ้างว่าประวัติความเป็นมาของ C Class รุ่นนี้มีที่มาที่ไปยังไง อะไรเป็นเหตุผลที่รถเบนซ์ทั้งแบบขับเองและรถเบนซ์พร้อมคนขับ คันนี้ถึงขายดีแบบเทน้ำเทท่าได้ขนาดนี้ เราลองมาดูประวัติของรถคันนี้กันดีกว่า ว่ามีที่มาที่ไปยังไงบ้าง

ประวัติของ Benz C Class

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซี-คลาส(Mercedes-Benz C-Class) เป็นรถยนต์นั่งประเภทหรูหราระดับต้น ที่ผลิตโดยบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยเริ่มผลิตตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 และยังมีรุ่นประกอบในประเทศไทยด้วย โดยประกอบที่โรงงานธนบุรีประกอบรถยนต์ จังหวัดสมุทรปราการ ประเทศไทย

กว่า 27 ปีมาแล้วที่ทีมวิศวกรเมอร์เซเดส-เบนซ์ มีแนวคิดที่ต้องการออกแบบรถยนต์นั่งให้มีความ “กะทัดรัด” แต่ยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานเมอร์เซเดส-เบนซ์ จนกลายเป็นที่มาของคำที่เราคุ้นหู ว่า “เบบี้- เบนซ์” ก่อนที่จะเปิดตัวเสียอีก นั่นคือจุดเริ่มต้นและเป็นที่มาของการเปิดตัวรถยนต์รุ่น 190 ในรหัส W201 ในปี1982 ซึ่งเป็นเมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่นแรกที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ในตลาดรถยนต์ นั่งแบบ พรีเมียมคลาส ระดับกลาง จากจุดเริ่มต้นดังกล่าวนั้น ได้สร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั้งในด้านความนุ่มนวลและสะดวกสบาย และคุณภาพเช่นเดียวกับความสวยงามของรูปลักษณ์ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ผู้เป็นเจ้าของรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกคนได้รับ

ขณะที่ด้วยตัวเมอร์เซเดส-เบนซ์เองได้รับการยอมรับกันโดยทั่วไปในฐานะผู้นำเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำนำหน้า อาทิ ระบบช่วงล่างด้านหลังแบบมัลติลิงค์เป็นต้น การเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้าเป็นสิ่งที่ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ไม่เคยหยุดนิ่ง และผลจากความพยายามคิดค้นและพัฒนาของเมอร์เซเดส-เบนซ์ส่งผลให้รุ่น 190 ทำยอดขายมากกว่า 1.9 ล้านคัน ภายใน 10 ปี

รุ่นต่อมาเป็นเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในรหัส W 202 ที่เปิดตัวในปี 1993 ก็เป็นรุ่นหนึ่งที่ประสบความสำเร็จไม่แพ้รุ่นก่อนหน้านี้ ด้วยระยะเวลาที่รวดเร็วเพียงแค่ 7 ปี ต่อมาได้มีการเรียกขาน โมเดลรุ่นนี้ว่า “C-Class” เป็นครั้งแรกและเรียกรวมกันถึงรุ่นเอสเตท ที่ออกจำหน่ายเป็นครั้งแรกในปี 1996 อุปกรณ์ตกแต่งเริ่มมีให้เลือกอย่างหลากหลายมากขึ้นทั้งในด้านของเครื่องยนต์ และอุปกรณ์ติดตั้งพิเศษเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าที่มีความแตกต่างหลากหลายมากขึ้น

เจเนอเรชั่นต่อมี C-Class (รหัส W 203) เปิดตัวครั้งแรก ปี 2000 ด้วยรูปลักษณ์ที่มีความเป็นสปอร์ตมากกว่าและ มีโคมไฟหน้าสี่ดวง ในปีเดียวกันนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เปิดตัว C-Class ในสไตล์ สปอร์ต คูเป้เป็นครั้งแรก ยิ่งทำให้มียอดจำหน่ายมากกว่า 2 ล้านคัน และมากกว่า 2 รุ่งก่อนหน้านี้มาก ส่งผลให้ C-Class เป็นรถยนต์รุ่นที่ขายดีที่สุด ของเมอร์เซเดส-เบนซ์

ตลอด 27 ปีที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ C-Class ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงสมรรถนะ ที่หลากหลาย สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้รถ ภายใต้รูปลักษณ์รถยนต์นั่ง แบบ คอมแพ็คซาลูน สปอร์ต คูเป้ เช่นเดียวกับความอเนกประสงค์ แบบเอสเตท รวมถึงเทคโนโลยีที่เยี่ยมยอดจากสนามแข่งขันความเร็ว ในแบบทัวริ่งคาร์ ซึ่งประสบความสำเร็จได้ตำแหน่งชนะเลิศทั้งในประเภทผู้ผลิต และนักแข่งยอดเยี่ยม

วิวัฒนาการของรุ่นรถ Benz C Class

รุ่น W201 (ปี พ.ศ. 2525-2536)

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัวรุ่น 190 ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2525 รถยนต์นั่งในแบบซาลูนจากรหัสรุ่น W201ได้รับการถ่ายทอดคุณค่าที่เป็นเอกลักษณ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั้งความนุ่มนวลสะดวกสบายและคุณภาพ เช่นเดียวกับรูปลักษณ์ภายนอกและความรู้สึกที่ก้าวข้ามขั้นไปสู่รถยนต์นั่งขนาดกลาง 190 ให้ความประทับใจในด้านของเทคโนโลยี เช่น การใช้ระบบช่วงล่างด้านหลังแบบมัลติลิงค์ โช้กอัพแบบสตรัทในระบบกันสะเทือนด้านหน้า ซึ่งให้การตอบสนองต่อการขับขี่อย่างดีเยี่ยม ทั้งการบังคับควบคุมและความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดอุบัติเหตุ การลดน้ำหนักตัวรถจากการใช้เหล็กกล้าที่มีความแข็งแกร่งสูงผสมผสานกับการออกแบบตามหลักแอโร่ไดนามิกส์ ที่ให้ทั้งความสวยงามและการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำ

ความปลอดภัยเชิงปกป้องเมื่อเกิดอุบัติเหตุอยู่ในระดับสูงสุดด้วยเช่นกันต้องขอบคุณการออกแบบให้ไม่มีโครงสร้างชิ้นส่วนเล็กๆ น้อยๆ ที่จมูกด้านหน้าของตัวรถ กำลังในการขับเคลื่อนได้มาจากเครื่องยนต์ 4 สูบ ซึ่งผู้ใช้เลือกได้ ระหว่างเครื่องยนต์ที่ให้กำลังแรงม้า 90 แรงม้า หรือ 122 แรงม้า วิศวกรของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ใช้ระบบหัวฉีดน้ำมันเบนซินที่ควบคุมด้วยระบบกลไกอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับในรุ่น 190E ที่มีพละกำลังมากขึ้น และมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่8.3 ลิตร/ระยะทาง 100 กิโลเมตร ในโมเดล 190 นี้มีเครื่องยนต์ดีเซลให้เลือกใช้ด้วยเช่นกัน โดยที่ 190D ได้รับการเรียกขานอีกชื่อหนึ่งว่า “the whispering diesel” สำหรับ 190E 2.3 -16 เป็นการส่งสัญญาณการเริ่มต้นของยุคใหม่ ยุคของยานยนต์ที่มีความเป็นสปอร์ตคาร์ จากการใช้เครื่องยนต์ 4 วาวล์ต่อสูบที่เต็มไปด้วยสมรรถนะ จึงเป็นเมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่นแรกที่มีสปอยเลอร์ทั้งด้านหน้าและด้านหลังเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนและการทรงตัวเมื่อใช้ความเร็วสูง

 

รุ่น W202 (พ.ศ. 2536-2543)

โฉมนี้ตัวถังมีให้เลือก คือ 4 ประตูและ 5 ประตู ระบบเกียร์มีคือ 5 สปีดธรรมดา,4 สปีดและ 5 สปีดอัตโนมัติ เครื่องยนต์มีตามรุ่น ดังตารางด้านล่าง ในปี พ.ศ. 2540 ได้มีการปรับโฉมเช่น เปลี่ยนกันชนหน้า-หลังเป็นต้น ส่วนด้านความปลอดภัยได้มีการใส่ระบบป้องกันล้อล็อก และ ถุงลมนิรภัยด้านผู้ขับขี่และผู้โดยสาร (เฉพาะรุ่นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538) และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี เป็นอุปกรณ์เสริมต้องจ่ายเงินเพิ่ม แต่ผลการทดสอบการชนได้แค่ 2 ดาว

ปี พ.ศ. 2536 เริ่มมีการใช้ชื่อ C-Class อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกกับรถรุ่นรหัส W202 และเป็นคั้งแรกที่เริ่มนำเสนอรูปแบบดีไซน์และอุปกรณ์ตกแต่งให้เลือกถึง 4 แบบ คือ CLASSIC, ESPRIT, ELEGANCE และ AVANTGARDE ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้รถที่มีความแตกต่างกันเป็นบุคลิกลักษณะเฉพาะตัวมากที่สุด และเป็นผู้บุกเบิกให้กับทางเลือกรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์โมเดลอื่นๆ อีกด้วย จากรูปลักษณ์ภายนอกที่เพิ่มมิติของตัวรถให้มีขนาดใหญ่ ทำให้พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ขณะที่ราคาจำหน่ายมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย อุปกรณ์มาตรฐานต่างๆ มีให้มากขึ้น เช่น ถุงลมนิรภัยสำหรับผู้ขับขี่ การป้องกันการปะทะทางด้านข้าง พวงมาลัยพาวเวอร์ ระบบเบรก ABS และระบบเซ็นทรัลล็อก เป็นต้น สำหรับรถเอสเตท W202 ออกเริ่มออกจำหน่ายในปี พ.ศ. 2539

โมเดลนี้เครื่องยนต์ดีเซลได้พัฒนาให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น เป็นรถยนต์นั่งที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลแบบ 4 วาวล์ต่อสูบเป็นรุ่นแรกของโลก และยังมีเป็นครั้งแรกขอเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบอินเตอร์คูล หัวฉีดไดเรกต์อินเจคชั่นพร้อมเทคโนโลยีระบบคอมมอนเรล ในปี พ.ศ. 2540 ยังถือเป็นการกลับมาอีกครั้งของเครื่องยนต์เบนซินหลังจากที่หายไปเกือบ 50 ปี เมื่อมีการใช้ระบบคอมเพรสเซอร์ในรุ่น C230 KOMPRESSOR ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้จุดมุ่งหมายเดียวกันคือ การเพิ่มสมรรถนะทางด้านแรงม้าขณะที่ลดการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงนั่นเอง

 

รุ่น W203 (พ.ศ. 2543-2549)

โฉมนี้ มีตัวถังให้เลือก คือ 2 ประตู,4 ประตูและ 5 ประตู ระบบเกียร์มีให้เลือกคือ 5 สปีดธรรมดา,6 สปีด และ 7 สปีด อัตโนมัติ โฉมนี้ผลิตตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543-2549 โดยในปี พ.ศ. 2547 ได้ทำการปรับโฉมหรือ Facelift เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซี-คลาสโฉมนี้ทำยอดขายได้กว่าสองล้านคัน โดยสรุปยอดเมื่อปี พ.ศ. 2549

W203 เปิดตัวในปี พ.ศ. 2543 ด้วยการออกแบบไฟหน้าแบบ four-eye ซึ่งกลายมาเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของC-Class เจเนอเรชั่นที่สามนี้ นอกเหนือไปจากความยอดเยี่ยมทางด้านความปลอดภัย ความนุ่มนวลสะดวกสบายและความไว้วางใจได้แล้ว C-Class เจเนอเรชั่นที่สามนี้ยังมีความคล่องแคล่วปราดเปรียวในแบบสปอร์ตคาร์ ซึ่งทำให้เกิดความแตกต่างจากรถยนต์นั่งแบบซาลูนทั่วไปอย่างแท้จริง อุปกรณ์มาตรฐานของ W203 ประกอบด้วยนวัตกรรมทางเทคโนโลยีอย่างมากมาย ซึ่งประกอบด้วยกล่องรับแรงปะทะ ทำจากเหล็กกล้าความแข็งแกร่งสูงทางด้านหน้า ช่วงล่างด้านหน้าแบบ 3-ลิงค์รุ่นใหม่พร้อมแม็กเฟอร์สันสตรัท หลังคาซันรูฟแบบพาโนรามิก ระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 6 จังหวะ เป็นต้น มีเครื่องยนต์รุ่นใหม่หรือพัฒนาขึ้นใหม่ให้เลือกถึง 7 รุ่น กำลังแรงม้าเพิ่มมากขึ้นกว่า 20% ขณะที่ความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงระดับความยอดเยี่ยมอยู่เช่นเดิม

ปี พ.ศ. 2543 เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว C-Class Sports Coupe เป็นครั้งแรกตามด้วยเอสเตทในปี  พ.ศ.2544 และเป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่มีการนำระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4 MATIC มาใช้กับ C-Class และจากทางเลือกที่หลากหลายครอบคลุมทุกความต้องการของผู้ใช้รถเรื่องราวทั้งหมดคือ เครื่องพิสูจน์ว่าเพราะเหตุใด เมอร์เซเดส-เบนซ์ C-Class จึงเป็นโมเดลรุ่นที่ได้รับการยอมรับจากผู้คนมากมายทั่วโลก และมียอดจำหน่ายสูงที่สุดในบรรดารถยนต์นั่งของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั้งหมด

 

W204 (พ.ศ. 2550-2557)

โฉมนี้ตัวถังมีให้เลือก คือ 2 ประตู, 4 ประตู และ 5 ประตู โฉมนี้ระบบเกียร์มีให้เลือก คือ 6 สปีดธรรมดา, 5 สปีด และ 7 สปีด อัตโนมัติ ในปี พ.ศ. 2555 ยังติดอันดับ 1 ใน 10รถยนต์ขายดีในอังกฤษอีกด้วย โดยเป็นรุ่นแรกของ เมอร์เซเดส-เบนซ์อีกด้วย ในปี พ.ศ. 2554 ได้ทำการFaceliftหรือปรับโฉม

เมอร์เซอเดสเบนซ์ ซีคลาส รุ่นปรับโฉมปัจจุบันในประเทศไทยมีขายอยู่ 3 รุ่นคือ C200 Style (184 แรงม้า), C220 CDI Exucutive (170 แรงม้า), C250 AMG Dynamic (204 แรงม้า) ใช้เกียร์อัตโนมัติ 7 สปีดทั้งหมด

 

W205 (พ.ศ. 2557-ปัจจุบัน)

โฉมนี้ตัวถังมีให้เลือก คือ 2 ประตู, 4 ประตู และ 5 ประตู โฉมนี้ระบบเกียร์มีให้เลือก คือ 7 สปีด และ9 สปีดอัตโนมัติ ในปี พ.ศ. 2559 เปิดตัว Mercedes Benz C-Class Coupe 2017​ ​สปอร์ตคูเป้ เข้าประกอบไทย ราคาใหม่ใน Motor Expo 2016​ แย้ม Mercedes Benz C-Class Coupe 2017 เพิ่มเติมมีรุ่นย่อยสุดแรง Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé และ Mercedes-Benz C 300 Cabriolet 2017 ขณะที่ The C 350 e นับเป็นรถยนต์รุ่นที่ 2 ในตระกูล The new C-Class ที่ใช้เทคโนโลยีไฮบริด ต่อจากรุ่น C 300 BlueTEC Hybrid และยังเป็นรถยนต์รุ่นที่สองของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ใช้เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดอีกด้วย โดยรถยนต์รุ่นนี้มาพร้อมกับตัวถังที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้า โดยมีให้เลือกสรรทั้งในแบบซีดานและเอสเตท ซึ่งทั้งสองดีไซน์ได้รับการติดตั้งนวัตกรรมปลั๊กอินไฮบริด ที่โดดเด่นในเรื่องความประหยัดด้วยอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง โดยแบตเตอรี่นี้สามารถชาร์ตไฟให้เต็มได้ภายในเวลา 3 ชั่วโมง ส่งผลให้สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า หรือ EV เพียงอย่างเดียวได้ไกลถึง 31 กิโลเมตร

 

รุ่น W205 ได้ทำตลาดดังนี้

 

พ.ศ. 2557

มีการเปิดตัวครั้งแรกโดยเป็นรุ่นนำเข้าทั้งคัน มี 2 รุ่นย่อยคือ C250 AMG Dynamic และ C180 Exclusive มีการเพิ่มรุ่น C300 BlueTec Hybrid มาทำตลาดในรุ่น AMG Dynamic ในรูปแบบซีดาน และเอสเตท

พ.ศ. 2558

มีการเปิดตัวรุ่นประกอบในประเทศมาพร้อม 3 รุ่นย่อย C200 Avantgarde, C300 BlueTec Hybrid Exclusive และ C300 BlueTec Hybrid AMG Dynamic

พ.ศ. 2559

-มีการเปิดตัวรุ่น C350e Plug-in Hybrid ทั้งรุ่น Exclusive และ AMG Dynamic ส่วน C200 Avantgarde ยังจำหน่ายอยู่

-มีการเปิดตัวรุ่น Coupe มี 2 รุ่นย่อยคือ C250 Edition1 และ AMG Dynamic

-มีการเพิ่มรุ่นย่อยใหม่ C350e Avantgarde มาแทนที่รุ่น C200 เดิม

-มีการเปิดตัว C300 Cabriolet AMG Dynamic มาเป็นทางเลือก

-มีการเปิดตัว C250 Coupe รุ่นประกอบใน โดยมี 2 รุ่นย่อยคือ Sport และ AMG Dynamic

-มีการเปิดตัวรุ่น C43 AMG 4Matic Coupe

พ.ศ. 2560

มีการปรับอุปกรณ์ดังนี้

- เพิ่ม Mercedes-Benz Application (ยกเว้นรุ่น Estate)

- เพิ่ม ระบบช่วยเบรก Active Brake Assist ทุกรุ่นย่อย

- เพิ่ม กรอบสีฟ้า ที่โคมไฟหน้า LED Intelligent Light System

- เพิ่ม คาลิปเปอร์เบรกสีฟ้า พร้อม สัญลักษณ์ Mercedes-Benz

- เพิ่ม สีตัวถังภายนอกใหม่ 992 สีเทา Selenite Grey แทนที่ 755 สีเทา Tenorite Grey เดิม

- ในรุ่น Avantgarde เปลี่ยนวัสดุตกแต่งภายใน เป็น ลายไม้ 736 Open-pore Black Ash wood trim จากเดิมที่เป็น 739 light aluminium trim with longitudinal grain

- ในรุ่น AMG Dynamic เปลี่ยนวัสดุตกแต่งภายใน เป็น H73 AMG Carbon-Fibre / longitudinal grain aluminium จากเดิมที่เป็น 736 Open-pore Black Ash wood trim

- รุ่น Exclusive เพิ่ม ระบบกุญแจ Keyless-GO

มีการปรับอุปกรณ์รอบที่ 2 ดังนี้

- ในรุ่น Avantgarde มีการเพิ่มกาบบันไดสแตนเลส พร้อมสัญลักษณ์ Mercedes-Benz เรืองแสง และไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสาร Ambient Light 3 สี.

- รุ่น Exclusive มีการเพิ่มกาบบันไดสแตนเลส พร้อมสัญลักษณ์ Mercedes-Benz เรืองแสง และระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า Distance Pilot DISTRONIC มีการตัดกระจังหน้า Air Panel เปิด-ปิดได้ (เนื่องจากต้องใช้พื้นที่ติดตั้งเซนเซอร์ DISTRONIC)

- รุ่น AMG Dynamic มีการเพิ่ม ฝระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า Distance Pilot DISTRONIC และเปลี่ยน ระบบปรับอากาศแบบ 2-Zone เป็น THERMOTRONIC 3-Zone เปลี่ยนกันชนหน้าหลัง เป็นแบบ AMG Line และเปลี่ยนสเกิร์ตข้าง เป็นแบบ AMG Line

มีการตัดรุ่น C350e AMG Dynamic Estate ทิ้งไปหลังจากมีการปรับอุปกรณ์ให้กับตัว Sedan รอบที่ 2 ได้ไม่นาน

พ.ศ. 2561

-มีการเปิดตัว C43 Coupe AMG รุ่นประกอบในประเทศ

-มีการเปิดตัวรุ่นปรับโฉมในแบบ C220d เครื่องยนต์ดีเซลใหม่ มี 3 รุ่นย่อยคือ Avantgarde, Exclusive และ AMG Dynamic

-มีการเปิดตัวรุ่นปรับโฉมเป็น C200 Coupe AMG Dynamic และ C43 AMG 4Matic Coupe

พ.ศ. 2562

-มีการเปิดตัว C43 AMG 4Matic Sedan

-มีการเปิดตัว C300e Plug-in Hybrid มี 2 รุ่นย่อยคือ Avantgarde และ AMG Dynamic

-มีการตัดรุ่น C220d Exclusive ออกไป

-มีการปรับอุปกรณ์ให้กับ C220d โดยเพิ่มระบบ Mercedes Me Connect เหมือนรุ่นอื่นๆ

พ.ศ. 2563

มีการเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ใน C200 Coupe AMG Dynamic จากเดิมใช้เครื่องยนต์เบนซิน M264 ขนาด 1.5 ลิตร 1,497 ซีซี. พ่วงเทอร์โบ + EQ Boost 184 แรงม้า 280 นิวตันเมตร เป็นเครื่องยนต์เบนซิน M274 DE20 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร 1,991 ซีซี. 204 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 300 นิวตันเมตร

แล้วทั้งหมดนี่ก็คือประวัติศาสตร์ความเป็นมาของ Benz C Class นี่เอง น่าสนใจใช่ไหมเอ่ย และสำหรับใครก็ตามที่ต้องการเช่ารถ Benz C Class เรามีรถ Mercedes-Benz C 350e Avantgarde ให้ทุกคนได้เช่ารถไปเที่ยวทั้งขับเองและพร้อมคนขับด้วยนะ รถของเรามีคุณภาพมากมาย อายุใช้งานไม่ถึง 5 ปี ค่าเช่าเริ่มต้นที่ 8,560 บาท/วัน แถมยังมีรถเบนซ์เช่ารุ่นอื่นๆ ให้ทุกคนเลือกเช่าด้วยนะ หากสนใจรถเบนซ์เช่าขับไปเที่ยวได้ทั่วไทย ขอให้คิดถึงเรา Exclusive กันเยอะๆนะ อ่านบทความเพิ่มเติมเรื่อง เปรียบเทียบ 5 บริษัท ผู้ให้บริการเช่ารถเบนซ์ในกรุงเทพฯ

Created : 10-09-2020

บทความที่น่าสนใจ

เช่ารถไฟฟ้าดอนเมือง กับบริษัท Exclusive Car Rental มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ?

เช่ารถไฟฟ้ารายเดือน ขับเอง ในกรุงเทพ เช่ารถ ev ราคาเท่าไหร่ ?